ทำไมระบบกรองสีจึงสำคัญกับงานพ่นสีอุตสาหกรรม?

ก่อนสีจะถูกส่งออกจากหัวพ่น เนื้อสีจะต้องเดินทางผ่านอุปกรณ์หลายส่วนของระบบ หากภายในสีมีเม็ดสีแห้ง ฝุ่น เศษวัสดุ หรือสิ่งแปลกปลอมปะปนอยู่ สิ่งเหล่านี้สามารถเดินทางไปสะสมบริเวณทางเดินสีหรือหัวพ่นได้ ผลที่ตามมาคือ หัวพ่นสีตัน การไหลของสีสะดุด และรูปแบบการพ่นไม่สม่ำเสมอ

ในงานที่ต้องการคุณภาพพื้นผิวสูง ปัญหาเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ต้องหยุดเครื่องเพื่อทำความสะอาด หรือถึงขั้นต้องขัดผิวและพ่นสีใหม่ ส่งผลโดยตรงต่อเวลา ต้นทุนแรงงาน และปริมาณสีที่ใช้ การมีระบบกรองที่เหมาะสมจึงช่วยใน 3 ด้านสำคัญ คือ

  1. ลดสิ่งปนเปื้อนก่อนถึงหัวพ่น ช่วยลดความเสี่ยงของหัวพ่นอุดตัน
  2. รักษาการไหลของสีให้สม่ำเสมอ ช่วยควบคุมรูปแบบการพ่นและความต่อเนื่องของงาน
  3. ลดงานแก้ไขภายหลัง ลดโอกาสเกิดผิวงานเป็นเม็ดหรือมีสิ่งแปลกปลอมติดบนพื้นผิว

ด้วยเหตุนี้ Filter และ Strainer จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมคุณภาพงานเคลือบผิวอุตสาหกรรม

Filter และ Strainer เครื่องพ่นสีต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างหลักระหว่าง Filter และ Strainerเครื่องพ่นสี อยู่ที่ระดับการกรองและตำแหน่งที่ใช้ภายในระบบ

หัวข้อFilter เครื่องพ่นสีStrainer เครื่องพ่นสี
หน้าที่หลักกรองสิ่งปนเปื้อนที่ละเอียดกว่ากรองสิ่งปนเปื้อนขนาดใหญ่
ลักษณะไส้กรองหรือวัสดุกรองตะแกรงหรือตาข่าย
ตำแหน่งใช้งานในสายสีหรือก่อนเข้าสู่หัวพ่นถังสีหรือบริเวณก่อนเข้าปั๊ม
สิ่งที่ช่วยกรองฝุ่น เม็ดสีแห้งขนาดเล็ก สิ่งปนเปื้อนละเอียดเศษวัสดุ เม็ดสีแห้งขนาดใหญ่ และสิ่งแปลกปลอม
การดูแลตรวจสอบและเปลี่ยนเมื่ออุดตันหรือครบระยะสามารถถอดทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในหลายระบบ

สรุปสั้น ๆ คือ Strainer ทำหน้าที่เป็นด่านกรองเบื้องต้น ส่วน Filter เป็นด่านกรองที่ละเอียดขึ้นก่อนสีเดินทางไปยังหัวพ่น

การใช้ strainer เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับงานที่ต้องควบคุมสิ่งปนเปื้อนละเอียด ในทางกลับกัน หากนำ Filter ที่ละเอียดเกินไปไปใช้กับสีที่มีความหนืดสูง ก็อาจทำให้สีไหลผ่านได้ยากและเกิดการอุดตันได้เช่นกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อระบบกรองสีทำงานไม่ดี

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อระบบกรองสีทำงานไม่ดี

ระบบกรองที่อุดตัน เลือกไม่เหมาะสม หรือไม่ได้รับการดูแล สามารถส่งผลต่อระบบพ่นสีได้หลายจุด โดยอาการที่พบบ่อยมีดังนี้

  • หัวพ่นสีตันและพ่นสะดุด สิ่งปนเปื้อนอาจเข้าไปอุดหัวพ่น ทำให้ต้องหยุดงานเพื่อทำความสะอาด และอาจทำให้รูปแบบการพ่นไม่สม่ำเสมอ
  • งานพ่นสีเป็นเม็ด เม็ดสีแห้งหรือสิ่งแปลกปลอมอาจถูกพ่นไปติดบนชิ้นงาน ทำให้ผิวไม่เรียบและต้องขัดหรือพ่นใหม่
  • สีไหลไม่สม่ำเสมอ Filter หรือ Strainer ที่อุดตันอาจทำให้ปริมาณสีลดลง พ่นสะดุด หรือรูปแบบสเปรย์เปลี่ยนไป
  • ต้นทุนงานเพิ่มขึ้นทั้งจากสีที่สูญเสีย เวลาหยุดเครื่อง การทำความสะอาดอุปกรณ์ และงานแก้ไขหลังพ่น

สรุปคือ ระบบกรองสีที่สะอาดและเลือกได้เหมาะสม ช่วยลดหัวพ่นสีตัน ลดงานพ่นสีเป็นเม็ด และช่วยให้ระบบพ่นสีทำงานได้ต่อเนื่องมากขึ้น

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: พ่นสีแล้วสีเป็นเม็ด แก้ยังไง? แชร์เทคนิคที่ช่างพ่นสีใช้

ประเภทของ Filter และ Strainer ที่ใช้ในงานพ่นสีอุตสาหกรรม

อุปกรณ์กรองในระบบพ่นสีอุตสาหกรรม มีหลายรูปแบบ โดยต้นฉบับแบ่งตัวอย่างที่ใช้งานออกเป็น 3 กลุ่มหลัก

1. Inline Filter

Inline Filter เป็นไส้กรองที่ติดตั้งอยู่ตามทางเดินสีหรือบริเวณก่อนเข้าสู่หัวพ่น ทำหน้าที่ดักจับสิ่งปนเปื้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ในเนื้อสี จุดเด่นคือช่วยกรองสีในช่วงท้ายของระบบก่อนเข้าสู่หัวพ่นโดยตรง จึงช่วยลดความเสี่ยงของการอุดตันบริเวณหัวพ่น

2. Strainer แบบตะแกรง

Strainer เป็นระบบกรองเบื้องต้น มักติดตั้งบริเวณถังสีหรือก่อนเข้าปั๊ม เพื่อป้องกันเศษวัสดุหรือสิ่งปนเปื้อนขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบ ข้อดีคือ Strainer แบบตะแกรงหลายประเภทสามารถถอดออกมาทำความสะอาดและนำกลับไปใช้งานต่อได้

3. Manifold Filter

Manifold Filter ใช้ในระบบที่ต้องรองรับการจ่ายสีในปริมาณมาก เช่น ระบบ airless สำหรับงานอุตสาหกรรมหรือโครงการขนาดใหญ่ ระบบกรองลักษณะนี้ช่วยรองรับการทำงานต่อเนื่องและเป็นอีกจุดที่ช่วยป้องกันสิ่งปนเปื้อนก่อนสีเดินทางเข้าสู่ส่วนปลายของระบบ

วิธีเลือก Filter และ Strainer ให้เหมาะกับระบบพ่นสีและประเภทสี

ควรเลือกให้เหมาะกับชนิดสีและระบบพ่น ไม่ใช่เลือกเพียงว่า “ยิ่งกรองละเอียดยิ่งดี” โดยพิจารณาหลัก ๆ ดังนี้

  • ประเภทและความหนืดของสี สีหนืดสูงควรใช้ช่องกรองที่ไม่ละเอียดเกินไป เพื่อให้สีไหลผ่านได้ดี
  • ประเภทระบบพ่นสี เช่น Airless, hvlp หรือ Conventional Spray ซึ่งมีแรงดันและลักษณะการจ่ายสีต่างกัน
  • ขนาด mesh mesh สูงกรองได้ละเอียดขึ้น แต่หากละเอียดเกินไปอาจทำให้สีไหลช้าและ filter อุดตันเร็ว
  • คำแนะนำจากผู้ผลิต ควรตรวจสอบ Technical Data Sheet คู่มือเครื่องพ่น และสเปกหัวพ่นก่อนเลือกใช้งาน

สรุปคือ ควรเลือก Filter เครื่องพ่นสี และ Strainer เครื่องพ่นสี ให้สมดุลระหว่าง “กรองสิ่งปนเปื้อนได้ดี” และ “ไม่ขัดขวางการไหลของสี” เพื่อช่วยลดปัญหาหัวพ่นตันและงานพ่นสีไม่สม่ำเสมอ

จะรู้ได้อย่างไรว่า Filter เครื่องพ่นสีเริ่มอุดตัน?

อาการของ Filter เครื่องพ่นสีอุดตัน สามารถสังเกตได้จากการทำงานของระบบ เช่น

  • สีไหลช้ากว่าปกติ
  • แรงดันในระบบเปลี่ยนแปลง
  • หัวพ่นสะดุดบ่อย
  • ปริมาณสีออกจากหัวพ่นลดลง
  • ต้องปรับเครื่องมากขึ้นเพื่อให้ได้การพ่นแบบเดิม

หากพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรรีบเพิ่มแรงดันเพื่อชดเชยทันที แต่ควรตรวจสอบ Filter และ Strainer ก่อนว่าเริ่มมีสิ่งสกปรกสะสมหรือไม่

วิธีดูแล filter และ strainer ให้ระบบพ่นสีทำงานได้สม่ำเสมอ

ระบบกรองที่ดีจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม วิธีดูแล filter และ strainer ให้ระบบพ่นสีทำงานได้สม่ำเสมอ ได้แก่

1. ตรวจสอบก่อนเริ่มงาน

ก่อนใช้งานควรตรวจว่า

  • Filter มีการอุดตันหรือชำรุดหรือไม่
  • Strainer มีสิ่งปนเปื้อนสะสมหรือไม่
  • ตะแกรงมีการฉีกขาดหรือเสียรูปหรือไม่
  • จุดติดตั้งและข้อต่อแน่นหนา
  • ไม่มีการรั่วซึมในระบบ

2. เปลี่ยน Filter เมื่อประสิทธิภาพลดลง

สัญญาณที่ควรตรวจสอบหรือพิจารณาเปลี่ยนไส้กรอง ได้แก่

  • แรงดันผิดปกติ
  • สีไหลช้าลง
  • หัวพ่นเริ่มสะดุดบ่อย
  • filter สกปรกหรืออุดตัน
  • ครบกำหนดการเปลี่ยนตามคำแนะนำของผู้ผลิต

ไม่ควรกำหนดรอบเปลี่ยนจากจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว เพราะอายุของ filter ขึ้นอยู่กับชนิดสี ปริมาณสิ่งปนเปื้อน ปริมาณการใช้งาน และระบบที่นำไปติดตั้งด้วย

3. ทำความสะอาด Strainer หลังใช้งาน

สำหรับ Strainer ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ควรทำความสะอาดหลังใช้งานตามวิธีที่เหมาะกับชนิดสีและอุปกรณ์ พร้อมตรวจสอบว่าตาข่ายไม่ฉีก ขาด หรือเสียรูปก่อนนำกลับมาใช้

บันทึกประวัติการเปลี่ยน Filter

สำหรับงานอุตสาหกรรม การบันทึกข้อมูล เช่น

  • วันที่เปลี่ยน
  • ชนิดและขนาด filter
  • สาเหตุที่เปลี่ยน
  • สภาพ filter ที่ถอดออก
  • ผลหลังเปลี่ยน

จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์รอบการบำรุงรักษา วางแผน Preventive Maintenance และติดตามความผิดปกติของระบบพ่นสี ได้ง่ายขึ้น

Filter และ Strainer มีผลต่อคุณภาพงานพ่นสี

Filter และ Strainer เล็กแต่มีผลต่อคุณภาพงานพ่นสีทั้งระบบ

Filter เครื่องพ่นสีและ Strainer เครื่องพ่นสี มีหน้าที่สำคัญในการป้องกันสิ่งปนเปื้อนเข้าสู่ระบบและหัวพ่น โดย strainer เหมาะกับการกรองสิ่งปนเปื้อนขนาดใหญ่ในช่วงต้น ส่วน Filter ช่วยกรองสิ่งปนเปื้อนที่ละเอียดขึ้นก่อนเข้าสู่หัวพ่น

หากเลือกอุปกรณ์กรองไม่เหมาะสม ปล่อยให้ Filter อุดตัน หรือไม่ได้ทำความสะอาด Strainer อย่างสม่ำเสมอ อาจนำไปสู่ปัญหา หัวพ่นสีตัน สีไหลไม่สม่ำเสมอ และงานพ่นสีเป็นเม็ด จนต้องหยุดเครื่องหรือแก้ไขชิ้นงานภายหลัง

การเลือก filter ที่ถูกต้องจึงต้องพิจารณาทั้งประเภทสี ความหนืด ขนาด mesh ระบบพ่นสี และข้อกำหนดของผู้ผลิต ควบคู่กับการตรวจสอบและบำรุงรักษาเป็นประจำ เพื่อให้ระบบทำงานต่อเนื่องและควบคุมคุณภาพผิวงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับงานพ่นสีอุตสาหกรรมที่ต้องการควบคุมคุณภาพงานให้สม่ำเสมอ การเลือกอุปกรณ์ในระบบให้เหมาะสมตั้งแต่ Filter, Strainer ไปจนถึงอุปกรณ์พ่นสีส่วนอื่น ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญ

INTEG มีอุปกรณ์สำหรับงานพ่นสีอุตสาหกรรม พร้อมให้คำแนะนำในการเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะกับลักษณะงานและระบบที่ใช้งาน เพื่อช่วยลดปัญหา หัวพ่นสีตัน สีไหลไม่สม่ำเสมอ และงานพ่นสีเป็นเม็ด พร้อมช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Filter และ Strainer เครื่องพ่นสี

Q: ควรเปลี่ยน Filter เครื่องพ่นสีบ่อยแค่ไหน?

A: ควรเปลี่ยน Filter เมื่อสังเกตแรงดันตก สีไหลช้า หรือหัวพ่นสะดุดบ่อย โดยทั่วไปควรเปลี่ยนทุก 8-10 ชั่วโมงการทำงาน หรือตามคำแนะนำของผู้ผลิต การตรวจสอบเป็นประจำจะช่วยรักษาคุณภาพงานและป้องกันปัญหาการอุดตัน

Q: ใช้ Filter ขนาด Mesh เท่าไหร่ดีสำหรับสีอีพ็อกซี่?

A: สำหรับสีอีพ็อกซี่ที่มีความหนืดสูง แนะนำใช้ Filter ขนาด 60-100 Mesh เพื่อให้สีไหลผ่านได้สะดวกโดยไม่เกิดการอุดตัน หาก Mesh ละเอียดเกินไปจะทำให้แรงดันเพิ่มขึ้นและสีไหลช้า ส่งผลต่อประสิทธิภาพการพ่น

Q: Strainer อุดตันบ่อย แก้ไขอย่างไร?

A: หาก Strainer อุดตันบ่อย ควรตรวจสอบคุณภาพของสีก่อนใช้งาน ทำความสะอาดถังสีให้สะอาด กรองสีก่อนเทใส่ระบบ และเปลี่ยนเป็น Strainer ที่มี Mesh หยาบกว่าหากจำเป็น การป้องกันดีกว่าการแก้ไข

Q: Filter เครื่องพ่นสีมีผลต่อความหนาฟิล์มสีหรือไม่?

A: Filter ที่อุดตันหรือไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อความหนาฟิล์มสี เพราะทำให้การไหลของสีไม่สม่ำเสมอ การใช้ Filter ที่เหมาะสมและเปลี่ยนเป็นประจำจะช่วยรักษาความสม่ำเสมอของฟิล์มสีและคุณภาพงานตามมาตรฐาน