ทำไมระบบกรองสีจึงสำคัญกับงานพ่นสีอุตสาหกรรม?
ก่อนสีจะถูกส่งออกจากหัวพ่น เนื้อสีจะต้องเดินทางผ่านอุปกรณ์หลายส่วนของระบบ หากภายในสีมีเม็ดสีแห้ง ฝุ่น เศษวัสดุ หรือสิ่งแปลกปลอมปะปนอยู่ สิ่งเหล่านี้สามารถเดินทางไปสะสมบริเวณทางเดินสีหรือหัวพ่นได้ ผลที่ตามมาคือ หัวพ่นสีตัน การไหลของสีสะดุด และรูปแบบการพ่นไม่สม่ำเสมอ
ในงานที่ต้องการคุณภาพพื้นผิวสูง ปัญหาเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ต้องหยุดเครื่องเพื่อทำความสะอาด หรือถึงขั้นต้องขัดผิวและพ่นสีใหม่ ส่งผลโดยตรงต่อเวลา ต้นทุนแรงงาน และปริมาณสีที่ใช้ การมีระบบกรองที่เหมาะสมจึงช่วยใน 3 ด้านสำคัญ คือ
- ลดสิ่งปนเปื้อนก่อนถึงหัวพ่น ช่วยลดความเสี่ยงของหัวพ่นอุดตัน
- รักษาการไหลของสีให้สม่ำเสมอ ช่วยควบคุมรูปแบบการพ่นและความต่อเนื่องของงาน
- ลดงานแก้ไขภายหลัง ลดโอกาสเกิดผิวงานเป็นเม็ดหรือมีสิ่งแปลกปลอมติดบนพื้นผิว
ด้วยเหตุนี้ Filter และ Strainer จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมคุณภาพงานเคลือบผิวอุตสาหกรรม
Filter และ Strainer เครื่องพ่นสีต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างหลักระหว่าง Filter และ Strainerเครื่องพ่นสี อยู่ที่ระดับการกรองและตำแหน่งที่ใช้ภายในระบบ
| หัวข้อ | Filter เครื่องพ่นสี | Strainer เครื่องพ่นสี |
| หน้าที่หลัก | กรองสิ่งปนเปื้อนที่ละเอียดกว่า | กรองสิ่งปนเปื้อนขนาดใหญ่ |
| ลักษณะ | ไส้กรองหรือวัสดุกรอง | ตะแกรงหรือตาข่าย |
| ตำแหน่งใช้งาน | ในสายสีหรือก่อนเข้าสู่หัวพ่น | ถังสีหรือบริเวณก่อนเข้าปั๊ม |
| สิ่งที่ช่วยกรอง | ฝุ่น เม็ดสีแห้งขนาดเล็ก สิ่งปนเปื้อนละเอียด | เศษวัสดุ เม็ดสีแห้งขนาดใหญ่ และสิ่งแปลกปลอม |
| การดูแล | ตรวจสอบและเปลี่ยนเมื่ออุดตันหรือครบระยะ | สามารถถอดทำความสะอาดและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในหลายระบบ |
สรุปสั้น ๆ คือ Strainer ทำหน้าที่เป็นด่านกรองเบื้องต้น ส่วน Filter เป็นด่านกรองที่ละเอียดขึ้นก่อนสีเดินทางไปยังหัวพ่น
การใช้ strainer เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับงานที่ต้องควบคุมสิ่งปนเปื้อนละเอียด ในทางกลับกัน หากนำ Filter ที่ละเอียดเกินไปไปใช้กับสีที่มีความหนืดสูง ก็อาจทำให้สีไหลผ่านได้ยากและเกิดการอุดตันได้เช่นกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อระบบกรองสีทำงานไม่ดี
ระบบกรองที่อุดตัน เลือกไม่เหมาะสม หรือไม่ได้รับการดูแล สามารถส่งผลต่อระบบพ่นสีได้หลายจุด โดยอาการที่พบบ่อยมีดังนี้
- หัวพ่นสีตันและพ่นสะดุด สิ่งปนเปื้อนอาจเข้าไปอุดหัวพ่น ทำให้ต้องหยุดงานเพื่อทำความสะอาด และอาจทำให้รูปแบบการพ่นไม่สม่ำเสมอ
- งานพ่นสีเป็นเม็ด เม็ดสีแห้งหรือสิ่งแปลกปลอมอาจถูกพ่นไปติดบนชิ้นงาน ทำให้ผิวไม่เรียบและต้องขัดหรือพ่นใหม่
- สีไหลไม่สม่ำเสมอ Filter หรือ Strainer ที่อุดตันอาจทำให้ปริมาณสีลดลง พ่นสะดุด หรือรูปแบบสเปรย์เปลี่ยนไป
- ต้นทุนงานเพิ่มขึ้นทั้งจากสีที่สูญเสีย เวลาหยุดเครื่อง การทำความสะอาดอุปกรณ์ และงานแก้ไขหลังพ่น
สรุปคือ ระบบกรองสีที่สะอาดและเลือกได้เหมาะสม ช่วยลดหัวพ่นสีตัน ลดงานพ่นสีเป็นเม็ด และช่วยให้ระบบพ่นสีทำงานได้ต่อเนื่องมากขึ้น
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง: พ่นสีแล้วสีเป็นเม็ด แก้ยังไง? แชร์เทคนิคที่ช่างพ่นสีใช้
ประเภทของ Filter และ Strainer ที่ใช้ในงานพ่นสีอุตสาหกรรม
อุปกรณ์กรองในระบบพ่นสีอุตสาหกรรม มีหลายรูปแบบ โดยต้นฉบับแบ่งตัวอย่างที่ใช้งานออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
1. Inline Filter
Inline Filter เป็นไส้กรองที่ติดตั้งอยู่ตามทางเดินสีหรือบริเวณก่อนเข้าสู่หัวพ่น ทำหน้าที่ดักจับสิ่งปนเปื้อนที่ยังหลงเหลืออยู่ในเนื้อสี จุดเด่นคือช่วยกรองสีในช่วงท้ายของระบบก่อนเข้าสู่หัวพ่นโดยตรง จึงช่วยลดความเสี่ยงของการอุดตันบริเวณหัวพ่น
2. Strainer แบบตะแกรง
Strainer เป็นระบบกรองเบื้องต้น มักติดตั้งบริเวณถังสีหรือก่อนเข้าปั๊ม เพื่อป้องกันเศษวัสดุหรือสิ่งปนเปื้อนขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบ ข้อดีคือ Strainer แบบตะแกรงหลายประเภทสามารถถอดออกมาทำความสะอาดและนำกลับไปใช้งานต่อได้
3. Manifold Filter
Manifold Filter ใช้ในระบบที่ต้องรองรับการจ่ายสีในปริมาณมาก เช่น ระบบ airless สำหรับงานอุตสาหกรรมหรือโครงการขนาดใหญ่ ระบบกรองลักษณะนี้ช่วยรองรับการทำงานต่อเนื่องและเป็นอีกจุดที่ช่วยป้องกันสิ่งปนเปื้อนก่อนสีเดินทางเข้าสู่ส่วนปลายของระบบ
วิธีเลือก Filter และ Strainer ให้เหมาะกับระบบพ่นสีและประเภทสี
ควรเลือกให้เหมาะกับชนิดสีและระบบพ่น ไม่ใช่เลือกเพียงว่า “ยิ่งกรองละเอียดยิ่งดี” โดยพิจารณาหลัก ๆ ดังนี้
- ประเภทและความหนืดของสี สีหนืดสูงควรใช้ช่องกรองที่ไม่ละเอียดเกินไป เพื่อให้สีไหลผ่านได้ดี
- ประเภทระบบพ่นสี เช่น Airless, hvlp หรือ Conventional Spray ซึ่งมีแรงดันและลักษณะการจ่ายสีต่างกัน
- ขนาด mesh mesh สูงกรองได้ละเอียดขึ้น แต่หากละเอียดเกินไปอาจทำให้สีไหลช้าและ filter อุดตันเร็ว
- คำแนะนำจากผู้ผลิต ควรตรวจสอบ Technical Data Sheet คู่มือเครื่องพ่น และสเปกหัวพ่นก่อนเลือกใช้งาน
สรุปคือ ควรเลือก Filter เครื่องพ่นสี และ Strainer เครื่องพ่นสี ให้สมดุลระหว่าง “กรองสิ่งปนเปื้อนได้ดี” และ “ไม่ขัดขวางการไหลของสี” เพื่อช่วยลดปัญหาหัวพ่นตันและงานพ่นสีไม่สม่ำเสมอ
จะรู้ได้อย่างไรว่า Filter เครื่องพ่นสีเริ่มอุดตัน?
อาการของ Filter เครื่องพ่นสีอุดตัน สามารถสังเกตได้จากการทำงานของระบบ เช่น
- สีไหลช้ากว่าปกติ
- แรงดันในระบบเปลี่ยนแปลง
- หัวพ่นสะดุดบ่อย
- ปริมาณสีออกจากหัวพ่นลดลง
- ต้องปรับเครื่องมากขึ้นเพื่อให้ได้การพ่นแบบเดิม
หากพบอาการเหล่านี้ ไม่ควรรีบเพิ่มแรงดันเพื่อชดเชยทันที แต่ควรตรวจสอบ Filter และ Strainer ก่อนว่าเริ่มมีสิ่งสกปรกสะสมหรือไม่
วิธีดูแล filter และ strainer ให้ระบบพ่นสีทำงานได้สม่ำเสมอ
ระบบกรองที่ดีจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม วิธีดูแล filter และ strainer ให้ระบบพ่นสีทำงานได้สม่ำเสมอ ได้แก่
1. ตรวจสอบก่อนเริ่มงาน
ก่อนใช้งานควรตรวจว่า
- Filter มีการอุดตันหรือชำรุดหรือไม่
- Strainer มีสิ่งปนเปื้อนสะสมหรือไม่
- ตะแกรงมีการฉีกขาดหรือเสียรูปหรือไม่
- จุดติดตั้งและข้อต่อแน่นหนา
- ไม่มีการรั่วซึมในระบบ
2. เปลี่ยน Filter เมื่อประสิทธิภาพลดลง
สัญญาณที่ควรตรวจสอบหรือพิจารณาเปลี่ยนไส้กรอง ได้แก่
- แรงดันผิดปกติ
- สีไหลช้าลง
- หัวพ่นเริ่มสะดุดบ่อย
- filter สกปรกหรืออุดตัน
- ครบกำหนดการเปลี่ยนตามคำแนะนำของผู้ผลิต
ไม่ควรกำหนดรอบเปลี่ยนจากจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว เพราะอายุของ filter ขึ้นอยู่กับชนิดสี ปริมาณสิ่งปนเปื้อน ปริมาณการใช้งาน และระบบที่นำไปติดตั้งด้วย
3. ทำความสะอาด Strainer หลังใช้งาน
สำหรับ Strainer ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ควรทำความสะอาดหลังใช้งานตามวิธีที่เหมาะกับชนิดสีและอุปกรณ์ พร้อมตรวจสอบว่าตาข่ายไม่ฉีก ขาด หรือเสียรูปก่อนนำกลับมาใช้
บันทึกประวัติการเปลี่ยน Filter
สำหรับงานอุตสาหกรรม การบันทึกข้อมูล เช่น
- วันที่เปลี่ยน
- ชนิดและขนาด filter
- สาเหตุที่เปลี่ยน
- สภาพ filter ที่ถอดออก
- ผลหลังเปลี่ยน
จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์รอบการบำรุงรักษา วางแผน Preventive Maintenance และติดตามความผิดปกติของระบบพ่นสี ได้ง่ายขึ้น

Filter และ Strainer เล็กแต่มีผลต่อคุณภาพงานพ่นสีทั้งระบบ
Filter เครื่องพ่นสีและ Strainer เครื่องพ่นสี มีหน้าที่สำคัญในการป้องกันสิ่งปนเปื้อนเข้าสู่ระบบและหัวพ่น โดย strainer เหมาะกับการกรองสิ่งปนเปื้อนขนาดใหญ่ในช่วงต้น ส่วน Filter ช่วยกรองสิ่งปนเปื้อนที่ละเอียดขึ้นก่อนเข้าสู่หัวพ่น
หากเลือกอุปกรณ์กรองไม่เหมาะสม ปล่อยให้ Filter อุดตัน หรือไม่ได้ทำความสะอาด Strainer อย่างสม่ำเสมอ อาจนำไปสู่ปัญหา หัวพ่นสีตัน สีไหลไม่สม่ำเสมอ และงานพ่นสีเป็นเม็ด จนต้องหยุดเครื่องหรือแก้ไขชิ้นงานภายหลัง
การเลือก filter ที่ถูกต้องจึงต้องพิจารณาทั้งประเภทสี ความหนืด ขนาด mesh ระบบพ่นสี และข้อกำหนดของผู้ผลิต ควบคู่กับการตรวจสอบและบำรุงรักษาเป็นประจำ เพื่อให้ระบบทำงานต่อเนื่องและควบคุมคุณภาพผิวงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับงานพ่นสีอุตสาหกรรมที่ต้องการควบคุมคุณภาพงานให้สม่ำเสมอ การเลือกอุปกรณ์ในระบบให้เหมาะสมตั้งแต่ Filter, Strainer ไปจนถึงอุปกรณ์พ่นสีส่วนอื่น ๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญ
INTEG มีอุปกรณ์สำหรับงานพ่นสีอุตสาหกรรม พร้อมให้คำแนะนำในการเลือกใช้อุปกรณ์ให้เหมาะกับลักษณะงานและระบบที่ใช้งาน เพื่อช่วยลดปัญหา หัวพ่นสีตัน สีไหลไม่สม่ำเสมอ และงานพ่นสีเป็นเม็ด พร้อมช่วยให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
- Line: integth
- Facebook: Integ จำหน่ายเครื่องพ่นสี เครื่องพ่นทราย มาตรฐานสากล
- Tel. 098-798-8539
- Email: Integ_04@integ.co.th
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Filter และ Strainer เครื่องพ่นสี
Q: ควรเปลี่ยน Filter เครื่องพ่นสีบ่อยแค่ไหน?
A: ควรเปลี่ยน Filter เมื่อสังเกตแรงดันตก สีไหลช้า หรือหัวพ่นสะดุดบ่อย โดยทั่วไปควรเปลี่ยนทุก 8-10 ชั่วโมงการทำงาน หรือตามคำแนะนำของผู้ผลิต การตรวจสอบเป็นประจำจะช่วยรักษาคุณภาพงานและป้องกันปัญหาการอุดตัน
Q: ใช้ Filter ขนาด Mesh เท่าไหร่ดีสำหรับสีอีพ็อกซี่?
A: สำหรับสีอีพ็อกซี่ที่มีความหนืดสูง แนะนำใช้ Filter ขนาด 60-100 Mesh เพื่อให้สีไหลผ่านได้สะดวกโดยไม่เกิดการอุดตัน หาก Mesh ละเอียดเกินไปจะทำให้แรงดันเพิ่มขึ้นและสีไหลช้า ส่งผลต่อประสิทธิภาพการพ่น
Q: Strainer อุดตันบ่อย แก้ไขอย่างไร?
A: หาก Strainer อุดตันบ่อย ควรตรวจสอบคุณภาพของสีก่อนใช้งาน ทำความสะอาดถังสีให้สะอาด กรองสีก่อนเทใส่ระบบ และเปลี่ยนเป็น Strainer ที่มี Mesh หยาบกว่าหากจำเป็น การป้องกันดีกว่าการแก้ไข
Q: Filter เครื่องพ่นสีมีผลต่อความหนาฟิล์มสีหรือไม่?
A: Filter ที่อุดตันหรือไม่เหมาะสมอาจส่งผลต่อความหนาฟิล์มสี เพราะทำให้การไหลของสีไม่สม่ำเสมอ การใช้ Filter ที่เหมาะสมและเปลี่ยนเป็นประจำจะช่วยรักษาความสม่ำเสมอของฟิล์มสีและคุณภาพงานตามมาตรฐาน